"ทำ PB ไม่ได้แล้วยังไงต่อ?"

"ทำ PB ไม่ได้แล้วยังไงต่อ?: From Record Breaker to Marathon Promoter"


Buy Me a Coffee at ko-fi.com

"ทำ PB ไม่ได้แล้วยังไงต่อ?: From Record Breaker to Marathon Promoter"

ช่วงเริ่มต้นปี ผมเชื่อว่านักวิ่งหลายท่านน่าจะตั้งเป้าหมายส่วนตัวไว้เช่น การทำลายสถิติส่วนตัวที่เคยทำได้ (Personal Best) เช่น Sub 1 hour 10 km, Sub 2 hours Half Marathon และ Sub 4 hours Marathon

จริงๆแล้วการตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งที่ดี แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราทำทุกอย่างอย่างเต็มที่และสุดความสามารถแล้ว แต่ไม่สามารถทำเป้าหมายให้สำเร็จได้ โดยเฉพาะเรื่องการทำลายสิถิติส่วนตัว (Personal Best)

คำถามสำคัญคือ สิถิติส่วนตัว (Personal Best) เป็น "เพียงสิ่งเดียว" ที่ทำให้คุณมีความสุขหรือไม่?, หากคุณไม่ได้มันมาการซ้อมและแข่งกีฬาของคุณ ยังมอบความสุขให้คุณหรือไม่? และจริงๆแล้วกีฬามีความหมายอย่างไรกับคุณ?

โพสนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้คุณเลิกตั้งเป้าหมายหรือลงแข่งแบบไม่ต้องการทำสิถิติส่วนตัว (Personal Best) แต่อยากนำเสนอข้อมูลอีกด้านเพื่อให้ #นักวิ่ง เข้าใจมากขึ้นว่า สิถิติส่วนตัว (Personal Best) เป็นเรื่องที่ดี แต่มันไม่สามารถอยู่กับเราได้ตลอดไป และ ร่างกายและจิตใจมนุษย์ "ไม่สามารถ" ทำสิถิติส่วนตัวได้ทุกครั้งที่ลงแข่ง

มีงานวิจัยที่น่าสนใจมากชิ้นหนึ่งโดย Department of Physical Education, Xiamen University ในชื่อ From Novice to Master(s) Level Athlete: A Longitudinal Analysis of Psychological Changes in a Marathon Runner Completing 119 Marathons นำเสนอและศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและจิตใจของ นักวิ่งมาราธอน ชาวจีนที่ทำอาชีพเป็นครูพละศึกษา ตั้งแต่อายุ 35 ถึง อายุ 57 ปี ที่ผ่านการวิ่งมาราธอนมาแล้ว 119 ครั้ง

ผลการวิจัยพบว่า ตลอดช่วง 22 ปีของนักวิ่งคนนี้ มีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและจิตใจแบ่งออกเป็นสามช่วงใหญ่ๆคือ

1. Novice: Competitive Drive

เป็นช่วงที่นักวิ่งท่านนี้อายุยังไม่เยอะมีร่างกายที่แข็งแรงและยังไม่เลยจุดสูงสุดของการพัฒนาศักยภาพของตัวเองทั้งด้านร่างกายและจิตใจ จึงต้องการความสำเร็จ ชื่อเสียง และรางวัล ซึ่งเป็นแรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation)

2. Intermediate: Reflective Transformation

คือช่วงที่นักวิ่งท่านนี้เริ่มรู้สึกและเข้าใจในตัวตนของตัวเองมากขึ้น และเริ่มรับรู้ได้ว่าตัวเองคงไม่สามารถทำ PB ได้อีกต่อไปแล้วจึงเบนเข็มไปที่การวิ่งเพื่อรักษาสุขภาพร่างกายและจิตใจ , วิ่งเพื่อให้มีความสุขและทำเวลาได้ในเกณฑ์ที่ดีตามอายุที่มากขึ้น

3. Master/ Maturity: Lifelong Running

เป็นช่วงหลังจากอายุ 50 ปี ซึ่งทำให้นักวิ่งท่านนี้ไม่ได้ต้องการทำสถิติส่วนตัวอีกต่อไป แต่เปลี่ยนไปโฟกัสที่การส่งมอบความรู้ ประสบการณ์ และ แรงบันดาลใจของการวิ่งมาราธอนให้คนรุ่นต่อไป รวมถึงความต้องการที่จะทำให้ตัวเองวิ่งมาราธอนได้จนถึงอายุ 99 ปี

สรุป จากงานวิจัยนี้พบว่า แรงจูงใจ (motivation) เป้นสิ่งที่ไม่เสถียร,ไม่คงที่ และ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น การงาน, การย้ายที่อยู่ และจากสิ่งแวดล้อมภายในเช่น ความคิด,ความรู้สึก, การรับรู้ในตัวตนของตัวเอง
หากคุณผูกการสร้างแรงจูงใจจากปัจจัยภายนอกเช่น ผลการแข่ง,สถิติส่วนตัว, รางวัล, คำชื่นชม ช่วงเวลาการวิ่งของคุณจะจำกัดอยู่แค่วัยหนุ่มสาวในช่วงที่คุณยังไม่เลยจุดพีคของร่างกายและจิตใจ

แต่หากคุณเปลี่ยนไปโฟกัสที่ "ความสุขที่เกิดจากการได้วิ่ง" ซึ่งเป็นแรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) คุณจะ "เป็นอิสระ" จากกรอบเวลาที่คุณตั้งขึ้น และ ยังสามารถส่งต่อความรู้ ประสบการณ์ และ แรงบันดาลใจของการวิ่งมาราธอนให้เพื่อน,ครอบครัวและคนรุ่นต่อไปได้

Tanakorn C.
🇬🇧MSc Sport and Exercise Psychology
🇺🇸USA Triathlon Certified Coach
👟USA Track and Field Certified Coach

Reference
Liu, X., Huang, L., & Lin, S. (2025). From Novice to Master(s) Level Athlete: A Longitudinal Analysis of Psychological Changes in a Marathon Runner Completing 119 Marathons. Behavioral Sciences, 15(7), 893. https://doi.org/10.3390/bs15070893




Buy Me a Coffee at ko-fi.com

banner


TC Triathlon

Subscribe, like and share for more useful articles, photos and videos.